วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หลัก 5 ประการสู่ความสำเร็จของชีวิต

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน
สำหรับบทความตอนนี้ผมขอใช้ชื่อ “หลัก 5 ประการสู่ความสำเร็จของชีวิต” นะครับ แรงบันดาลใจของบทความนี้มาจากการที่ผมได้เห็นความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นในสังคมบ้านเมืองของเราอาทิเช่น การเปิดตลาดเสรีอาเซียน การเปิดเสรีทางการค้ากับจีน การเปิดเสรีทางการค้ากับญี่ปุ่น การเปิดเสรีทางการค้ากับอินเดีย ฯลฯ ทำอย่างไรเราถึงจะเดินไปสู่ความสำเร็จของชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผมมีหลักการดำเนินชีวิต 5 ข้อ ที่ทุกท่านสามารถที่จะนำไปใช้เป็นหลักปฏิบัติและเกิดผลสำเร็จต่อตัวท่านเองดังนี้

๑) ชีวิตการเรียนรู้ (Learning Life) เป็นการสร้างตนเองให้เป้นบุคคลแห่งการเรียนรู้ ตลอดชีวิตของคนเรานั้นต้องอยู่กับการเรียนรู้ตลอดเวลาเพราะสภาพแวดล้อมของสังคมเรานั้นมีพัฒนาแปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาหากเราหยุดเรียนเมื่อใดเท่ากับว่าเราหยุดอยู่กับที่ก็จะทำให้เรากลายเป็นคนล้าหลังไปในทันทีดังนั้นผมขอนำเสนอการเรียนรู้อย่างง่าย ๆ เพื่อเป็นการพัฒนาตนเองเข้าสู่ “ชีวิตการเรียนรู้ (Learning Life)” ดังนี้คือ
 การอบรมและพัฒนา Training and Development ทุกท่านสามารถที่จะดำเนินได้ง่ายและไม่ต้องใช้การลงทุนสูง เป็นการสร้างการเรียนรู้ให้ตนเองที่กระทำได้ทั้งแบบในห้องเรียนและนอกห้องเรียน หรือ OJT (On Job Training) สามารถดำเนินได้ตลอดเลา และให้นำสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้มานั้นปรับและพัฒนาเป็นทรัพย์สินของตนเอง
 การวิจัยและพัฒนา Research and Development อาจเป็นเรื่องยากสำหรับบางท่านเพราะการเรียนรู้ในลักษณะนี้ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและทุนค่อนข้างสูงมาเป็นเครื่องมือในการศึกษาและพัฒนาความรู้ของตนเอง
 การลอกเลียนแบบและพัฒนา Copy and Development เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถกระทำได้อย่างง่ายแต่สำหรับเรื่องนี้ผมขอใช้คำว่า “Benchmarking” แทนเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจของท่านผู้อ่าน การ Benchmarking คือการค้นหาจุดเด่นจุดด้อยของตนเอง โดยใช้วิธีเปรียบเทียบกับผู้อื่น ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า จากนั้น นำข้อมูลที่วิเคราะห์ได้มาปรับปรุงตนเองให้ดียิ่งขึ้นกว่าที่เขาเป็นอยู่
๒) คิดและคลิก (Think and Click) ผมขอแยกข้อนี้ออกเป็นสองส่วนคือ ท่านต้องรู้จักคิด วิเคราะห์ แยกแยะเป็น และท่านต้องรู้ว่าท่านอยากที่จะเรียนรู้และพัฒนาอะไรในตัวท่านเมื่อคิดได้แล้วท่านจะต้องลงมือค้นหาหรือสืบค้นสิ่งที่ท่านต้องการในทันที โดยอาศัยการคลิกเมาส์ คอมพิวเตอร์ (Computer) เพราะปัจจุบันนี้โลกเราอยู่ที่ปลายนิ้วที่ท่านใช้คลิกเมาส์นี่แหละครับ ถ้าหากท่านคิดและไม่ลงมือปฏิบัติท่านก็เปรียบเสมือนจิตกรที่เขียนภาพวาดไว้ในมโนภาพของตนเอง แต่มิได้ลงมือวาดออกมาเป็นภาพให้ผู้อื่นได้เชยชมนั้นเองครับ

๓) ความเชี่ยวชาญ (Expert) ท่านต้องค้นหาตนเองให้พบว่า ท่านเก่งด้านใด มีความชำนาญหรือเชี่ยวชาญในด้านใด และวิเคราะห์ว่าสิ่งที่ท่านทำอยู่ในปัจจุบันนี้ ใช่ในสิ่งที่ท่านเชี่ยวชาญหรือไม่ หากยัง ท่านจะต้องหมั่นฝึกฝนและพัฒนาตนเองให้เกิดความเชี่ยวชาญในแขนงนั้น ๆ และแสดงให้บุคคลอื่นรับทราบ (Present Face) เพื่อเป็นการสร้างโอกาสก้าวหน้าให้กับตัวท่านเอง

๔) ความหลากหลายในภาษา Multi- Language ปัจจุบันนี้เราอยู่บนโลกที่ใบเล็กนิดเดียว และในปี พ.ศ.๒๕๕๘ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ดำเนินงานเพื่อมุ่งไปสู่การเป็นประชาคม ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Community: EEC) ท่านจะต้องสร้างความหลากหลายให้เกิดขึ้นในตัวท่านเพื่อรองรับความเป็นไปของAEC และอย่างน้อยควรมี ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาพื้นฐานที่สำคัญ ส่วนภาษาที่สามนั้นท่านสามารถเลือกภาที่ท่านชอบได้เช่น ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น หรือภาษาเกาหลี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบและความสะดวกในการทำงานและเรียนรู้ของท่าน

๕) การสื่อสาร (Communication) ท่านจะต้องสร้างเครือข่ายและช่องทางการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มกับตัวท่าน เพราะหากมิสามารถสื่อให้โลกรู้ได้ท่านก็มิได้ต่างจากกบในกะลาแต่อย่างใด

สิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นทั้ง ๕ ประเด็นล้วนเป็นสิ่งที่มองดูเหมือนง่ายนะครับ แต่ท่านต้องพิจารณาดี ๆ นะครับเพราะว่าเรื่องง่าย ๆ เหล่านี้เป็นจุดเสียเปรียบสำหรับประเทศที่ไม่เคยสูญเสียเอกราชอย่างประเทศไทย เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศในแถบตะวันตก เพราะว่าภาษากลางที่ใช้ในการสื่อสารของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนคือภาษาอังกฤษ ดังนั้นเราต้องร่วมกันสร้างนิสัยใฝ่ที่จะเรียนรู้ให้กับคนไทยและพัฒนาประชาชนคนไทยให้สามารถใช้ภาอังกฤษได้อย่างเหมาะสมกับสภาวะที่เปลี่ยนไปของสังคมเรา

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ระบบทุนนิยม

ระบบทุนนิยมตลาดเสรีที่มีรูปลักษณ์ในปัจจุบันไม่ได้เป็นระบบเศรษฐกิจ ที่มีอยู่คู่กับโลกนี้มาแต่ดั้งเดิมแต่มีความเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ของบริบททางประวัติศาสตร์ ซึ่งสามารถแบ่ง
พัฒนาการของระบบทุนนิยม เป็นดังนี้

1. ทุนนิยมเสรี(คลาสสิค) นักคิดที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดนี้คนสำคัญก็คือ อดัม สมิธ ผู้ที่เสนอมือที่มองไม่เห็น(Invisible Hand) ในการจัดการเศรษฐกิจ อดัม สมิธ เชื่อว่าการปล่อยให้เศรษฐกิจดำเนินไปโดยที่รัฐไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว จะทำให้ประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจของสังคมโดยรวมดีขึ้น โดยแนวคิดนี้เกิดขึ้นมาจากการต่อต้านลัทธิพาณิชย์นิยมที่เน้นให้รัฐเป็นผู้ผูกขาดในการค้าต่างประเทศ แต่การที่ให้รัฐผูกขาดเช่นนั้นทำให้ระบบเศรษฐกิจประสบปัญหากับผลผลิตล้นเกิน ไม่สามารถระบายสินค้าที่ผลิตจำนวนมากๆได้ เนื่องจากภาคเอกชนไม่มีกำลังซื้อที่เพียงพอ ดังนั้นการปล่อยให้ภาคเอกชนดำเนินการเองจึงเป็นการสร้างเสถียรภาพและความสมดุลให้กับระบบเศรษฐกิจ (ม.ส.ธ. 2526) แนวคิดการปล่อยให้ภาคเอกชนเข้ามาจัดการเศรษฐกิจโดยรัฐไม่เข้ามาก้าวก่ายนี้จึงเป็นแนวคิดหลักของทุนนิยมเสรี และการปล่อยให้นายทุนดำเนินการเองส่งผลให้เกิดการพัฒนาพลังทางการผลิตมากขึ้น ก่อให้เกิดการพัฒนาทางอุตสาหกรรม ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นระดับหนึ่งแต่อีกด้านหนึ่งกลับทำให้คนที่แข็งแรงมากกว่าเอารัดเอาเปรียบคนที่อ่อนแอกว่าได้

2. ทุนนิยมแบบเคนส์ ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี ประสบภาวะทางตันเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในปี 1930 การปล่อยให้เอกชนจัดการเศรษฐกิจไม่ช่วยทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น จึงมีนักเศรษฐศาสตร์ผู้หนึ่งได้เสนอให้รัฐเข้ามามีบทบาทในการเข้ามาแก้ปัญหามากขึ้น นักเศรษฐศาสตร์ผู้นั้นคือ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ซึ่งเสนอว่าระบบตลาดเสรีปัญหามาจากการลังเลใจของนายทุนที่จะลงทุนในภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ ดังนั้นแนวทางออก ที่ควรจะเป็นคือรัฐบาลต้องมีมาตรการในการควบคุมการเคลื่อนย้ายทุนระหว่างประเทศ ลดอัตราดอกเบี้ยและต้องเร่งใช้งบประมาณของรัฐในการลงทุน เพื่อกระตุ้นความต้องการในการใช้จ่าย(ประชาธิปไตยแรงงาน 2544 : 2) ตัวอย่างของแนวความคิดนี้ถูกนำไปใช้โดยประธานาธิบดี ธีโอดอร์ รุสเวลต์แห่งสหรัฐอเมริกาภายใต้นโยบาย นิวดีล ซึ่งนโยบายนี้ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจขณะนั้นพอสมควร

3. ทุนนิยมโดยรัฐ เป็นแนวคิดระบบเศรษฐกิจหนึ่ง ที่รัฐมีบทบาท ควบคุมเศรษฐกิจของประเทศนักวิชาการคนหนึ่งที่เสนอแนวคิดนี้คือโทนี่ คลิฟ เขาเห็นว่าระบบเศรษฐกิจของรัฐเซียสมัยสตาลิน มิใช่เป็นเศรษฐกิจตามแนวทางสังคมนิยมแต่เป็นรูปลักษณ์ของระบบทุนนิยมประเภทหนึ่ง ระบบทุนนิยมโดยรัฐ มีลักษณะต่างสังคมนิยมกล่าวคือเป็นระบบเศรษฐกิจปัจจัยการผลิตถูกควบคุมจากข้ารัฐการมากกว่าจะเป็นของกรรมาชีพ เป็นระบบที่กรรมาชีพไม่มีสิทธิรวมตัวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน มีการปฏิเสธสิทธิพื้นฐานของกรรมาชีพ การกดขี่แรงงานภายใต้เงื่อนไขการผลิต การกดขี่การผลิตเพื่อความต้องการที่จะผลิตเพื่อสะสมทุน มีการสะสมทุนในขณะที่ความยากจนเพิ่มขึ้นซึ่งแสดงว่ามีการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินจากแรงงานอยู่ (ใจ 2543 : 158-163) ดังนั้นระบบเศรษฐกิจการเมืองในลักษณะเช่นนี้ถึงแม้รูปแบบเปลือกนอกอาจจะอ้างว่าเป็นรัฐสังคมนิยม แต่เนื้อในแล้วก็เป็นเพียงลักษณะหนึ่งของระบบทุนนิยม

4. ทุนนิยมตลาดเสรี ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมโดยให้รัฐมีบทบาทเข้ามาควบคุมจัดการประสบปัญหาวิกฤติศรัทธาเมื่อเผชิญปัญหากับวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 1970 แนวคิดนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทำให้เริ่มมีกระแสในการหันกลับไปใช้ความคิดเสรีนิยมอีกครั้ง เป็นการนำเอากลไกตลาดเข้ามาจัดการเศรษฐกิจโดยนักคิดที่สนับสนุนแนวคิดนี้คือกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์สายนีโอคลาสิค (Neo-classsical) หรือพวกที่ยึดมั่นถือมั่นในระบบตลาดและการค้าเสรี โดยพวกเขามีสมมติฐานว่า หน่วยเศรษฐกิจที่อยู่ในระบบมีการแข่งขันโดยเสรี การกำหนดปริมาณการผลิต ราคาสินค้า ปริมาณการจ้างงาน และราคาปัจจัยการผลิต ทำโดยกลไกของตลาดด้วยอุปสงค์(demand)และอุปทาน( supply ) วิสาหกิจเอกชนขนาดเล็กจำนวนมากแข่งขันกันอย่างเสรีไม่มีการจำกัดและการผูกขาดจากกลุ่มธุรกิจใดๆ(ฉัตรทิพย์ 2541:111-121) สำนักนีโอคลาสิคเชื่อว่าระบบเศรษฐกิจตามทฤษฎีเช่นนี้เป็นระบบที่ดีที่สุดที่จะสรรทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดให้กับสังคมสำนักนี้มีนักคิดคนสำคัญเช่นเจวอน(stanley jevon) ,มาร์แชล(Alfred Marshall), เป็นต้น

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ความสุขในการทำงานจากมุมมองเชิงบวก 360องศา

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ผู้เขียนมีข้อคิดในการดำเนินชีวิตที่เป็นแง่คิดเตือนใจ เรื่อง “ความสุขในการทำงานจากมุมมองเชิงบวก 360องศา” มาช่วยกันแชร์ความคิดนะครับ

คนเราทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ากว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตนั้นต้องจมอยู่กับการทำงานต่าง ๆ มากมาย หลาย ๆ ท่านมีความสุขแต่อีกหลาย ๆ ท่านต้องทนทุกข์อย่างสาหัสกับการทำงาน ทั้ง ๆที่ชีวิตการทำงานนั้นให้สิ่งต่าง ๆ มากมายกับตัวเราและบุคคลรอบข้างเรา แล้วเหตุใดหลายบุคคลเหล่านั้นจึงต้องทุกข์ทรมารกับการทำงาน ผู้เขียน เห็นว่าคนเรานั้นมีมุมมองสองด้านคือ ด้านบวก (Positive) และด้านลบ (Negative) แต่คนส่วนใหญ่มักจะมีมุมมองที่โน้มเอียงไปทางด้านลบ โดยการนำสิ่งที่ตนเองได้รับอยู่ไปเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นโดยขาดการพิจารณาในองค์ประกอบ อาทิเช่น เรื่องของเงินเดือนที่ต้องเก็บให้เป็นความลับส่วนบุคคล แต่ด้วยมารยาทของคนไทยที่ความอยากรู้อยากเห็นที่มักจะถามเรื่องเงินเดือนที่ได้รับ และมักนำมาเปรียบเทียบกับตนเองจนก่อให้เกิดความไม่สบายใจและรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมกับตนเอง

นอกจากนี้ หลาย ๆ ท่านยังนำเรื่องดังกล่าวมาสร้างมุมมองด้านลบ (Negative) อีกว่า ตนเองไม่มีเส้นมีสายในที่ทำงาน และมิได้เป็นคนโปรดของหัวหน้างาน โดนเพื่อนร่วมงานขโมยผลงานต่าง ๆ นา ๆ จนทำให้ตนเองไม่ได้รับความยุติธรรม หรือในบทบาทของหัวหน้าที่ได้รับการตำหนิจากผู่ใหญ่และได้โยนผลของการกระทำดังกล่าวไปให้ลูกน้องว่าเกิดจากการที่ตนเองมีลูกน้องที่ขาดทักษะ ความรู้ และประสิทธิภาพในการทำงานจนส่งผลให้ตนเองต้องโดนตำหนิ แทนที่การเรียนรู้ความผิดพลาดและข้อบกพร่องต่าง ๆ และนำพัฒนาตนเองและทีมงานโดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทน

สำหรับประเด็นนี้ผู้เขียนขอแนะนำให้ ท่านผู้อ่านทุกท่านทดลองใช้มุมมองเชิงบวก 360องศาโดยสมมุติตนเองเป็นจุดศูนย์กลางของวงกลม 360องศานะครับ และทำการพิจารณาตามผู้เขียนไปที่ละประเด็นดังนี้



๑) งาน หลายคนมีมุมมองทางลบกับงานที่ตนเองทำอยู่ใช่ไหมครับ ผู้เขียนขอแนะนำมุมมองเชิงบวกนะครับว่าให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณาว่าจะทำงานอย่างสนุกและมีความสุขได้อย่างไร เช่นของประโยชน์ที่ได้รับจากการทำงานในเรื่องของการก่อให้เกิดการสร้างรายได้ให้กับคุณและครอบครัว, ปัญหาต่าง ๆ ของงานช่วยสร้างประสบการณ์ดี ๆให้คุณ ทำให้คุณเก่ง มีทักษะและมีความรู้ พร้อมที่จะเจริญเติบโตในสายงานอาชีพของคุณ ฯลฯ

๒) หัวหน้า หลายท่านทำงานในบทบาทของลูกน้องและมักโดนหัวหน้าตำหนิบ่อย ๆ จนทำให้คุณไม่อยากทำงานเกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องมาทำงาน มาเจอหัวหน้ากันใช่ไหมครับ เราลองมาวิเคราะห์กันนะครับว่าหัวหน้าของเราเขาเก่งด้านไหน เชี่ยวชาญอะไร เราต้องการให้เขาช่วยอะไร และเราอยากที่จะช่วยอะไรกับหัวหน้าของเรา เพื่อที่ทั้งเราและหัวหน้าจะได้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานพร้อม ๆ กัน และไม่เกิดการปัดแข้งปัดขากันเองจนต้องจมเหวด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพราะการทำงานนั้นจำเป็นต้องดำเนินไปตามโครงสร้างการบริหาร(Organization)

๓) ลูกน้อง หัวหน้าหลาย ๆ ท่านมักมีปัญหาว่างงานไม่เดินเพราะมีลูกน้องที่ด้อยประสิทธิภาพ วัน ๆ ต้องหัวเสียกับลูกน้อง หนำซ้ำยังโดนผู้ใหญ่ตำหนิอีกว่างานล่าช้าขาดประสิทธิภาพ หมดความสุขในการทำงานไปเห็นงานเหมือนยาขมกันใช่ไหมครับ สำหรับเหตุนี้ผู้เขียนขอแนะนำบรรดาหัวหน้าทั้งหลายให้นำลูกน้องของตนเองออกมาแจกแจงว่าเขามีข้อดีอย่างไรบ้าง และเขามีข้อด้อยอย่างไรบ้างนะครับ แต่การแจกแจงต้องปราศจากอคติใด ๆนะครับ แล้วเราก็เลือกใช้ของเขาตามข้อดี ส่วนข้อด้อยของเขาก็ถือเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องพัฒนาให้ได้ดังใจเราต้องการ ซึ่งขั้นตอนการพัฒนาก็ง่าย ๆ โดยเริ่มวิเคราะห์หาสาเหตุที่คุณจะพัฒนา ข้อด้อยข้อนั้น และคาดถึงผลของการพัฒนาว่าจะได้รับอย่างไร และแน่นอนคุณต้องจัดการวางแผนระยะเวลาการพัฒนาจะดำเนินเมื่อใด สิ้นสุดเมื่อใด เพราะหากคุณคิดโดยปราศจากแผนระยะเวลาแล้วก็เปรียบเสมือนคุณเป็นจิตรกรที่มีภาพวาดในจิตนาการแต่มิได้วาดภาพออกมาเป็นภาพให้ผู้อื่นได้ชื่นชมนั้นละครับ

๔) เพื่อนร่วมงาน(ลูกค้า) สำหรับเพื่อนร่วมงานในระดับเดียวกันหมายรวมถึงในส่วนงานเดียวกันและต่างส่วนงานนะครับเพราะการทำงานภายใต้โครงสร้างการบริหาร(Organization) นั้นทุกหน่วยงานย่อยต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน แต่จากประสบการณ์ของผู้เขียนมักเจอปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานทั้งภายในและภายนอกหน่วยงานที่ขาดการสานสัมพันธ์ที่ดีจนก่อให้เกิดปัญหากับงาน พนักงานไม่อยากมาทำงานเหล่านี้ เพื่อให้เกิดมุมมองเชิงบวกผู้เขียนขอแทนเขาเหล่านั้นด้วนคำว่า “ลูกค้า” และขอให้ท่านผู้อ่านมีมุมมองว่า ลูกค้าคืออะไร เราได้ประโยชน์อะไรจากการมีลูกค้า แต่ที่สำคัญคือลูกค้าต้องการอะไรจากเราเหมือนดังคำกล่าวของท่านพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ที่ว่า “มีลูกค้าจู้จี้ ยังดีกว่าวันทั้งวัน ไม่มีใครแวะเวียนผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน ลูกค้าจู้จี้ได้ แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ”

หากท่านผู้อ่านทุกท่านสามารถปฏิบัติตามมุมมองดังกล่าวข้างต้นได้แล้ว ผู้เขียนขอรับรองว่าทุกท่านจะมีความสุขในการที่ได้ทำงานและมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขแน่นอนครับ

เงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามบทบัญญัติมาตรา 50 (1) วรรคสาม ซึ่งมีรายละเอียดที่ต้องศึกษาเป็นอันมาก จึงขอนำมาเป็นประเด็น ปุจฉา - วิสัชนา ดังต่อไปนี้
ปุจฉา เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน มีลักษณะอย่างไร
วิสัชนา ลักษณะของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ได้แก่ เงินได้ดังต่อไปนี้ โดยผู้มีเงินได้ต้องปฏิบัติงานกับนายจ้างหรือหน่วยงานที่จ่ายเงินได้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีบริบูรณ์
1. เงินบำเหน็จที่ทางราชการกระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หรือองค์การของรัฐบาล เป็นผู้จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วย บำเหน็จบำนาญข้าราชการ
2. เงินได้ที่คำนวณตามหลักเกณฑ์ และวิธีการเช่นเดียวกับวิธีการคำนวณบำเหน็จตามกฎหมายว่าด้วย บำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งจ่ายโดยนายจ้างอื่นใดที่มิใช่กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หรือองค์การของรัฐบาล
3. เงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ได้แก่ เงินได้ส่วนที่เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายสมทบและผลประโยชน์ต่างๆ ที่ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เช่น ดอกเบี้ย ในนามของลูกจ้างหรือผู้มีเงินได้แต่ละคน เป็นต้น
4. เงินที่จ่ายจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กองทุน กบข.) ได้แก่ เงินได้ส่วนที่เป็นเงินที่ทางราชการจ่ายสมทบ และผลประโยชน์ต่างๆ ที่ได้จากกองทุน กบข. เช่น เงินประเดิม ดอกเบี้ยในนามของข้าราชการหรือผู้มีเงินได้แต่ละคน เป็นต้น
เงินที่จ่ายจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการในกรณีนี้ มีกฎหมายยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ผู้มีเงินได้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) โดยให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2540 เป็นต้นไป
5. เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานหรือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้แก่ กรณีที่นายจ้างเลิกจ้างงาน โดยที่ลูกจ้างไม่ปรากฏความผิด ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
6. เงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวณแตกต่างไปจากวิธีการตาม 1. ถึง 5. เช่น นายจ้างจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนหนึ่งเท่าครึ่งหรือสองเท่าของเงินบำเหน็จปกติที่คำนวณตามหลักเกณฑ์การคำนวณบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเพิ่มจำนวนปีที่ทำงานในการคำนวณบำเหน็จให้แก่ลูกจ้าง เมื่อลูกจ้างทำงานอยู่กับนายจ้างเป็นระยะเวลาตามที่ตกลงกันไว้ หรือเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานสุดแต่ความพอใจของนายจ้าง เป็นต้น
ปุจฉา เงินบำเหน็จที่ทางราชการกระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ หรือองค์การของรัฐบาล เป็นผู้จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วย บำเหน็จบำนาญข้าราชการ มีหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขอย่างไร
วิสัชนา เงินบำเหน็จดังกล่าว มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังนี้
บำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย x จำนวนปีที่ทำงาน
เงินเดือนเดือนสุดท้าย หมายความว่า เงินเดือนที่ได้รับจากเงินงบประมาณประเภทค่าใช้จ่าย
เงินเดือนเดือนสุดท้ายที่ออกจากราชการ รวมทั้งเงินเพิ่มพิเศษรายเดือนสำหรับค่าวิชาและหรือเงินเพิ่มการเลื่อนฐานะ และหรือเงินสำหรับประจำตำแหน่งที่ต้องฝ่าอันตรายเป็นปกติ และหรือสำหรับการสู้รบ และหรือสำหรับการปราบปรามผู้กระทำความผิด แต่ไม่รวมถึงเงินเพิ่มอย่างอื่น
เวลาราชการสำหรับการคำนวณบำเหน็จ หมายความว่า เวลาราชการที่ข้าราชการรับราชการมาตั้งแต่ต้นจนถึงวันสุดท้ายที่ได้รับเงินเดือน ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ โดยให้นับแต่จำนวนปีเท่านั้น สำหรับเศษของปีถ้าถึงครึ่งปี ให้นับเป็น หนึ่งปี การนับระยะเวลาดังกล่าวสำหรับเดือนหรือวันให้คำนวณตามวิธีการจ่ายเงินเดือนและให้นับสิบสองเดือนเป็นหนึ่งปี สำหรับจำนวนวันถ้ามีรวมกันหลายระยะให้นับ 30 วันเป็นหนึ่งเดือน และในกรณีที่กฎหมายให้นับเวลาราชการทวีคูณ ก็สามารถนำเวลาราชการทวีคูณมาคำนวณบำเหน็จได้ด้วย
ปุจฉา ข้าราชการมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญปกติเพราะเหตุออกจากงานเนื่องจากกรณีใดบ้าง
วิสัชนา ข้าราชการมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญปกติเพราะเหตุออกจากงานเนื่องจากกรณี ดังต่อไปนี้
1. เหตุทดแทน ได้แก่ การที่ข้าราชการออกจากประจำการเพราะเลิกหรือยุบตำแหน่งหรือซึ่งคำสั่งให้ออกโดยไม่มีความผิด
2. เหตุทุพพลภาพ ได้แก่ การที่ข้าราชการป่วยเจ็บ ทุพพลภาพ ซึ่งแพทย์ทางราชการรับรองได้ตรวจและแสดงความเห็นว่าไม่สามารถที่จะรับราชการในตำแหน่งหน้าที่ซึ่งปฏิบัติอยู่นั้นต่อไป
3. เหตุสูงอายุ ได้แก่ การที่ข้าราชการมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้วหรือถ้าข้าราชการ ผู้ได้มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์แล้วประสงค์จะลาออกจากราชการก็ให้ผู้มีอำนาจสั่งอนุญาตให้ลาออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จเพราะสูงอายุได้
4. เหตุรับราชการนาน ได้แก่ การที่ข้าราชการรับราชการครบ 30 ปีบริบูรณ์ แต่ถ้าข้าราชการผู้ใดรับราชการครบ 25 ปีบริบูรณ์แล้ว ประสงค์จะลาออกจากราชการก็ให้ผู้มีอำนาจสั่งอนุญาตให้ลาออกเพื่อรับบำเหน็จปกติเพราะเหตุรับราชการนานได้
ทีมา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ http://www.bangkokbiznews.com/

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

20 คำสอนจาก ท่านพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี (เตือนสติตนเองกันนะครับ)

20 คำสอนจาก ท่านพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี

๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน?

ไม่ อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก
ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ

๒. ไหว้พระขอพรอะไรดี?

(๑) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
(๒) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
(๓) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
(๔) ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

๓. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี?

ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหาทำให้คน ธรรมดาท้อ แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข

๔. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน?

งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน
รู้จัก แบ่งเวลาให้งาน รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน
อย่าเสียงานเพราะแฟน อย่าเสียแฟนเพราะงาน

๕. โกรธ! ถูกเพื่อนนินทา?

โบราณว่า ไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว
คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย
คุณ เป็นคนโชคดี จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์
ให้เห็นความบกพร่อง ของตัวเอง

๖. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี?

(๑) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
(๒) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
(๓) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ
ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา

๗. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร?

เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและ ภาพลักษณ์เท่านั้น
แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจากเราได้

๘. งานเยอะมากทำอย่างไรดี?

(๑) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
(๒) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
(๓) เรียงลำดับความสำคัญของงาน
สำคัญก่อน ให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ

๙. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร?

โบราณว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม
คนเด่นต้องมีคน ด่า คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี
คนทำงานดีจึงมีคนริษยา ปรากฏการณ์เช่นว่านี้
เป็น ของธรรมดา ทำงานดีจนมีคนริษยา
ยังดีกว่าทำงานไม่ดี จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา

๑๐. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี?

(๑) หางานใหม่
(๒) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก
(๓) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ
(๔) ทำบัญชีรายรับรายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอด
จ่ายมากกว่ารับนับว่า แย่

๑๑. ถูกนายด่า อารมณ์เสีย?

คนที่ด่าคนอื่นสะท้อนว่า ระบบข้างใจกำลังพัง
คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า
แสดงว่าระบบของตัวเองก็ พังตามไปด้วย

๑๒. ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม?

ถ้าไถ่แล้วโค อยู่รอด คุณได้บุญ
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป
แทนที่จะ ไถ่โคกระบือ
คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ดีกว่า

๑๓. แฟนติดหนังเกาหลี ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน?

ขอให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยัง นั่งดูอยู่ในบ้าน
ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีที่อยู่นอกบ้าน

๑๔. ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี?

มีลูกค้าจู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มี ใครแวะเวียน
ผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน
ลูกค้าจู้จี้ได้ แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ

๑๕. ไปงานวันเกิดควรได้อะไร?

(๑) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร
(๒) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาจากใคร
(๓) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง

๑๖. สวดมนต์บทไหนดี?

(๑) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น
(๒) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า
จง เว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ
(๓) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้
คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง

๑๗. สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี?

(๑) เราควรมีธรรมะให้เขาดู
(๒) เราควรอยู่ให้เขาเห็น
(๓) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัส
เนื่องเพราะ หนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด

๑๘. โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก?

(๑) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป
(๒) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึงที่หมายโดยปลอดภัย
(๓) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน

๑๙. อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทาจะตีจากดีไหม?

ท่านพุทธทาสกล่าวว่า คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่า
ถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน

๒๐. ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ?

ผู้รู้บอกว่า ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ กองขยะดูดีๆ ยังมีศิลป์
ดังนั้น ในสิ่งที่คุณไม่ชอบ ย่อมมีแง่มุมที่คุณชอบอย่างแน่นอน
มองอย่างพินิจจะพบ ว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

“จุดเริ่มต้นของการพัฒนาตามกระแสโลกาภิวัตน์”

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน
สำหรับบทความตอนนี้ผมขอใช้ชื่อ “จุดเริ่มต้นของการพัฒนาตามกระแสโลกาภิวัตน์” นะครับ แรงบันดาลใจของบทความนี้มาจากการที่ผมได้เห็นความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นในสังคมบ้านเมืองของเราอาทิเช่นการเปิดเสรีทางการค้า และในหลายสนธิสัญญาที่ภาครัฐได้มีการลงนามแล้วนั้น ล้วนแต่ส่งผมกระทบต่อประชาชนอย่างเรา ๆ เช่น การเปิดตลาดเสรีอาเซียน การเปิดเสรีทางการค้ากับจีน การเปิดเสรีทางการค้ากับญี่ปุ่น การเปิดเสรีทางการค้ากับอินเดีย ฯลฯ แล้วประชาชนอย่างเรา ๆ จะรับรู้ถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวและต้องมีการปรับตัว หรือดำเนินการอย่างไร เพื่อที่จะประสบผลสำเร็จท่ามกลางภาวะการเปลี่ยนแปลง

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว หลาย ๆ ท่านจะคุ้นเคยกับคำศัพท์ในภาษาอังกฤษที่ว่า “Globalization” ซึ่งเราแปลเป็นภาษาไทยว่า “โลกาภิวัตน์” และเรียกติดปากกันอยู่ทุกวันนี้ โลกาภิวัตน์ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง "การแพร่กระจายไปทั่วโลก; การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้ สัมพันธ์ หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว้างขวาง ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นต้น" ดังนั้นเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ โลกาภิวัตน์จึงเปรียบเสมือนเป็นกระบวนการที่ประชากรของโลกถูกหลอมรวมกลายเป็นสังคมเดี่ยวด้วยเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นบนประชาคมโลกและมีการแพร่กระจายในรายละเอียด อย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ

จากสิ่งที่ผมได้กล่าวมาข้างต้นนี้เราลองมาพิจารณาความพร้อมของประชาชนคนไทยอย่างเรา ๆ ว่า “จุดเริ่มต้นของการพัฒนาตามกระแสโลกาภิวัตน์” นั้น ควรจะเริ่มจากเรื่องใดก่อน เพราะความเป็น “โลกาภิวัตน์” นั้นได้หมายรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดอยู่บนโลกใบนี้ ถ้าท่านผู้อ่านลองจินตนาการณ์เรื่องต่าง ๆ รอบตัวเราดู เราอาจจะมีเรื่องตลกขบขันชนิดที่เรียกว่าขำไม่ออกก็ได้นะครับ เช่นเราอาจจะได้ประชากรที่ประกอบด้วยเชื้อชาติที่หลากหลาย เช่นคุณปู่เป็นลูกครึ่ง อเมริกัน อิตาเลี่ยน คุณย่า เป็น ลูกครึ่งอังกฤษ สเปน ส่วนตุณตา เป็นลูกครึ่งอินเดีย จีน คุณยาย เป็น ลูกครึ่งไทย เกาหลี ต่าง ๆ แบบนี้แล้วทายาทรุ่นต่อไปจะถือสัญชาติใดจึงจะเหมาะและภาษาที่จะใช้สื่อสารกันระหว่างญาติพี่น้องและควรใช้ภาษาใดเป็นภาษาหลักในการเจรจาสื่อสารสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัว
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ เราจำเป็นต้องเลิกยึดถืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หยุดการทุ่มเทเป็นพิเศษเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมมาสู่จุดยืนที่ยั่งยืนด้วยวิถีเศรษฐกิจแบบพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จเพระเจ้าอยู่หัว หมายความว่าจะต้องนำระบบเศรษฐกิจออกจากการชี้เป็นชี้ตาย โดยกลไกตลาดจากภายนอก และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตามแนวทางสังคมไทย หมายถึงสังคมที่มั่นคงทางชุมชน และความมั่งคั่งทางรายได้ โดยไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งมาก มิฉะนั้นแล้วจะทำให้สังคมเสียดุลภาค เพราะยิ่งอัตราการเติบโตสูงขึ้น แต่เป็นความเจริญเติบโตที่เปราะบางและไม่แท้จริง ทำให้ทันสมัยแค่เปลือกนอก การพัฒนาที่เสียดุลภาคเช่นนี้ทำให้จุดยืนตั้งอยู่บนความไม่ยั่งยืน เพราะได้ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวจากจุดถ่วงดุลที่ควรจะเป็น เช่น สิ่งแวดล้อมได้เคลื่อนจากจุดยืนที่อุดมสมบูรณ์ เศรษฐกิจได้ผกผันจากศักยภาพแห่งการพึ่งตนเองสู่การพึ่งพิงจากภายนอก เป็นต้น

นิยามความหมาย “เศรษฐกิจพอเพียง” “การพัฒนาชนบท” ปรับเปลี่ยนตามบริบทของโลกไปด้วย เราจะต้องมองให้เห็นตัวที่ก่อปัญหา มองให้เป็นเพื่อนำมาวิจัยเป็นองค์ความรู้พัฒนาประเทศ ไม่ใช่เพื่อตอบสนองความต้องการแบบพอกินพอใช้เท่านั้น แต่จะต้องแสวงหาแม่แบบที่สามารถตอบปัญหา รวมทั้งหาจุดยืนในกระแสโลกาภิวัตน์ได้ด้วย นั่นคือกระบวนพัฒนาอย่างมีขั้นตอนภายใต้ระบบเศรษฐกิจพอเพียง จากพออยู่พอกินมีศักยภาพในการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจได้ยกระดับการพัฒนาเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติซึ่งเกิดจากระบบการพัฒนาไม่ไปกระทบระบบนิเวศน์จนนำไปสู่ขั้นตอนสุดท้าย คือ เศรษฐกิจชุมชน โดยเริ่มจากการแสวงหาความรู้ วิทยาการใหม่ๆ มาต่อยอดภูมิปัญญาไทยแล้วมาปรับเป็นระบบเศรษฐกิจที่ฐานของคนในสังคมไทย

ผมขอนำเสนอการเรียนรู้อย่างง่าย ๆ เพื่อเข้าสู่“จุดเริ่มต้นของการพัฒนาตามกระแสโลกาภิวัตน์”ดังนี้คือ
 การอบรมและพัฒนา Training and Development
 การวิจัยและพัฒนา Research and Development
 การลอกเลียนแบบและพัฒนา Copy and Development
เราจะอยู่รอดท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ได้นั้นจะต้องมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และต้องมีการพัฒนาสิ่งที่ได้เรียนรู้ให้ดีขึ้นโดยปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่ของสังคมไทยเพื่อให้เกิดการพัฒนาแบบยั่งยืนนะครับ